วันอาทิตย์ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2556

งานบทที่ 4


1.      สื่อกลางประเภทมีสายแต่ละประเภทมีข้อดีและข้อเสียอย่างไรบ้าง จงเปรียบเทียบ
ตอบ            
สายทองแดงแบบไม่หุ้มฉนวน (Unshield Twisted Pair)
               -ข้อดี มีราคาถูกและนิยมใช้กันมากที่สุด ส่วนใหญ่มักใช้กับระบบโทรศัพท์
               -ข้อเสีย แต่สายแบบนี้มักจะถูกรบกวนได้ง่าย และไม่ค่อยทนทาน



      สายทองแดงแบบหุ้มฉนวน (Shield Twisted Pair)
      มีลักษณะเป็นสองเส้น มีแนวแล้วบิดเป็นเกลียวเข้าด้วยกันเพื่อลดเสียงรบกวน มีฉนวนหุ้มรอบนอก มีราคาถูก ติดตั้งง่าย น้ำหนักเบาและ การรบกวนทางไฟฟ้าต่ำ สายโทรศัพท์จัดเป็นสายคู่บิดเกลี่ยวแบบหุ้มฉนวน
      
       
       สายโคแอกเชียล (coaxial) เป็นตัวกลางเชื่อมโยงที่มีลักษณะเช่นเดียวกับสายที่ต่อจากเสาอากาศ สายโคแอกเชียลที่ใช้ทั่วไปมี 2 ชนิด คือ 50 โอห์มซึ่งใช้ส่งข้อมูลแบบดิจิทัล และชนิด 75 โอห์มซึ่งใช้ส่งข้อมูลสัญญาณแอนะล็อก สายประกอบด้วยลวดทองแดงที่เป็นแกนหลักหนึ่งเส้นที่หุ้มด้วยฉนวนชั้นหนึ่ง เพื่อป้องกันกระแสไฟรั่ว จากนั้นจะหุ้มด้วยตัวนำซึ่งทำจากลวดทองแดงถักเป็นเปีย เพื่อป้องกันการรบกวนของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าและสัญญาณรบกวนอื่นๆ ก่อนจะหุ้มชั้นนอกสุดด้วยฉนวนพลาสติก ลวดทองแดงที่ถักเป็นเปียนี้เองเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้สายแบบนี้มีช่วงความถี่ สัญญาณไฟฟ้าสามารถผ่านได้สูงมาก และนิยมใช้เป็นช่องสื่อสารสัญญาณแอนะล็อกเชื่องโยงผ่านใต้ทะเลและใต้ดิน


ใยแก้วนำแสง (Fiber Optic) คือ สายสัญญาณของระบบเครือข่ายอีกชนิดหนึ่ง ที่มีความสามารถในการรับ-ส่งสัญญาณได้ไกลๆ เป็นกิโลเมตร และมีการสูญเสียของสัญญาณน้อยมาก เมื่อเทียบกับสายแลนทั่วๆ ไป (CAT5, CAT5e, CAT6, CAT7 เป็นต้น
คุณสมบัติของ Fiber Optic
·         Fiber Optic ภายในทำจากแก้วที่มีความบริสุทธิ์สูงมาก
·         มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางขนาดเท่าเส้นผมของคนเรา
·         รับส่งสัญญาณได้ระยะไกลมากเป็นกิโลเมตร
·         ต้องใช้ผู้ชำนาญ และเครื่องมือเฉพาะในการเข้าหัวสัญญาณ
·         ราคาแพงหลายเท่า เมื่อเทียบกับสายแลนประเภท CAT5





2.      การนำระบบเครือข่ายมาใช้ในองค์กรมีประโยชน์อย่างไร
ตอบ
เครือข่ายอินเตอร์เน็ต มีประโยชน์ดังนี้
1.    ช่วยในการจัดสรรทรัพยากร และการใช้ทรัพยากรร่วมกันทั้ง Sofeware และ Hardware ระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ในเครือข่าย
2.    สามารถนำมาใช้ในองค์กรเพื่อช่วยในการบริหารองค์กร
3.    เป็นแหล่งเรียนรู้ สืบค้นข้อมูล
4.    เป็นที่แลกเปลี่ยนความเห็นและทัศนคติในเรื่องต่างๆ
5.    นำมาใช้ในธุรกรรมต่างๆได้เช่น ขายสินค้า Online
6.    สื่อสารแลกเปลี่ยนข้อมูลผ่านเครือข่ายได้
7.    เป็นแหล่งรวบรวมความบันเทิง เช่น สามารถฟังเพลง เล่นเกมส์ผ่านอินเตอร์เน็ต



3.      หากนำระบบเครือข่ายมาใช้ในองค์กร นักศึกษาจะเลือกรูปของระบบเครือข่าย (LAN Topology) แบบใด เพราะอะไร
ตอบ
           เลือกใช้แบบ Wireless Lan เพราะ
1.  สะดวกในการเคลื่อนย้าย เนื่องจากไม่จำเป็นต้องมีสายเคเบิ้ลในการต่อพ่วง
2. ง่ายในการติดตั้ง เพราะไม่จำเป็นต้องเดินสายเคเบิ้ล
3. ลดค่าใช้จ่าย เนื่องจากไม่ต้องจำเป็นต้องเสียค่าบำรุงรักษา ในระยะยาว
4. สามารถขยายเครือข่ายได้ไม่จำกัด



4.      อินเตอร์เน็ต มีข้อดีต่อระบบการศึกษาไทยอย่างไร
ตอบ
          ข้อดีของอินเตอร์เน็ตต่อระบบการศึกษาไทย
          1. การใช้กิจกรรมบนเครือข่ายคอมพิวเตอร์ช่วยทำให้ผู้เรียนได้เรียนรู้เกี่ยวกับสังคม วัฒนธรรมและโลกมากขึ้น ทั้งนี้เนื่องจากเครือข่ายอินเทอร์เน็ต อนุญาตให้ผู้เรียนสามารถสื่อสารกับผู้คนทั่วโลกได้อย่างรวดเร็ว และสามารถสืบค้นหรือเผยแพร่ข้อมูลสารสนเทศจากทั่วโลกได้เช่นกัน

          2. เป็นแหล่งความรู้ขนาดใหญ่สำหรับผู้เรียน โดยที่สื่อประเภทอื่นๆ ไม่สามารถทำได้ กล่าวคือ ผู้เรียนสามารถค้นหาข้อมูลในลักษณะใดๆ ก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นข้อความ ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว หรือในรูปแบบของสื่อประสม โดยการสืบค้นผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่โยงไยกับแหล่งข้อมูลต่างๆ ทั่วโลก

          3. การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต ทำให้เกิดผลกระทบต่อผู้เรียนในด้านทักษะการคิดอย่างมีระบบ (high-order thinking skills) โดยเฉพาะทำให้ทักษะการวิเคราะห์สืบค้น (inquiry-basedanalytical skill) การคิดเชิงวิเคราะห์ (critical thinking) การวิเคราะห์ข้อมูล การแก้ปัญหา และการคิดอย่างอิสระ ทั้งนี้เนื่องจากเครือข่ายคอมพิวเตอร์เป็นแหล่งรวมข้อมูลมากมายมหาศาล ผู้เรียนจึงจำเป็นต้องทำการวิเคราะห์อยู่เสมอ  เพื่อแยกแยะข้อมูลที่เป็นประโยชน์และไม่เป็นประโยชน์สำหรับตนเอง

          4. สนับสนุนการสื่อสารและการร่วมมือกันของผู้เรียน ไม่ว่าจะในลักษณะของผู้เรียนร่วมห้อง หรือผู้เรียนต่างห้องเรียนบนเครือข่ายด้วยกัน เช่น การที่ผู้เรียนห้องหนึ่งต้องการที่จะเตรียมข้อมูลเกี่ยวกับการถ่ายภาพเพื่อส่งไปให้อีกห้องเรียนหนึ่งนั้น ผู้เรียนในห้องแรกจะต้องช่วยกันตัดสินใจทีละขั้นตอนในวิธีการที่จะเก็บรวบรวมข้อมูลและการเตรียมข้อมูลอย่างไร เพื่อส่งข้อมูลเรื่องการถ่ายภาพนี้ไปให้ผู้เรียนอีกห้องหนึ่งโดยที่ผู้เรียนต่างห้องสามารถเข้าใจได้โดยง่าย

          5. สนับสนุนกระบวนการ สหสาขาวิชาการ (interdisciplinary) กล่าวคือ ในการนำเครือข่ายมาใช้เชื่อมโยงกับกิจกรรมการเรียนการสอนนั้น นักการศึกษาสามารถที่จะบูรณาการการเรียนการสอนในวิชาต่างๆเช่น คณิตศาสตร์ ภูมิศาสตร์ สังคม ภาษา วิทยาศาสตร์ ฯลฯ  เข้าด้วยกัน

          6. ช่วยขยายขอบเขตของห้องเรียนออกไป เพราะผู้เรียนสามารถที่จะใช้เครือข่ายในการสำรวจปัญหาต่างๆ ที่ผู้เรียนมีความสนใจ  นอกจากนี้ ยังเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ทำงานร่วมกับผู้อื่น ซึ่งอาจมีความคิดเห็นแตกต่างกันออกไป ทำให้มุมมองของตนเองกว้างขึ้น

          7. การที่เครือข่ายอินเทอร์เน็ตอนุญาตให้ผู้เรียนสามารถเข้าถึงผู้เชี่ยวชาญ หรือผู้ที่ให้คำปรึกษาได้และการที่ผู้เรียนมีความอิสระในการเลือกศึกษาสิ่ง ที่ตนเองสนใจ ถือเป็นแรงจูงใจสำคัญอย่างหนึ่งในการเรียนรู้ของผู้เรียน

วันอาทิตย์ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2556

งานบทที่ 3


1.      ขั้นตอนการประมวลผลข้อมูลด้วยเครื่องอิเล็กทรอนิคส์แบ่งได้กี่วิธี  อะไรบ้าง
ตอบ    แบ่งได้ 3 วิธี ดังนี้
          1. ขั้นเตรียมข้อมูล  เป็นการเตรียมข้อมูลเพื่อให้สะดวกต่อการประมวลผล ซึ่งมี 4 วิธี
                   1.1 การลงรหัส
                   1.2 การตรวจสอบ
                   1.3 การจำแนก
                   1.4 การบันทึกข้อมูลลงสื่อ
          2. ขั้นตอนการประมวลผล คือ เป็นการนำเอาโปรแกรมที่เขียนขึ้น มาใช้เพื่อประมวลผลข้อมูลที่ได้เตรียมไว้และข้อมูลยังคงเก็บอยู่ในคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นวิธีการผลิตสารสนเทศต่างๆเช่น
                   2.1 การคำนวณ
                   2.2 การเรียงลำดับข้อมูล
                   2.3 การสรุป
                   2.4 การเปรียบเทียบ
          3. ขั้นตอนการแสดงผลลัพธ์ เป็นขั้นตอนการเผยแพร่สารสนเทศให้กับผู้ใช้ในรูปแบบต่างๆ อาจอยู่ในรูปแบบเอกสาร รายงาน การนำเสนอบนจอภาพโดยใช้คอมพิวเตอร์ เป็นต้น


2.      จงเรียงลำดับโครงสร้างข้อมูลจากขนาดเล็กไปใหญ่พร้อมอธิบายความหมายของโครงสร้างข้อมูลแต่ละแบบ
ตอบ     โครงสร้างข้อมูล (Data Structure) ได้แก่
- บิท (Bit) คือ ข้อมูลที่มีขนาดเล็กที่สุด
เป็นข้อมูลที่เครื่องคอมพิวเตอร์เข้าใจ และใช้งานได้ ได้แก่ 0 หรือ 1
- ไบท์ (Byte) หรือ อักขระ (Character) คือ ตัวเลข หรือ ตัวอักษร หรือ สัญลักษณ์พิเศษ จำนวน 1 ตัว
- ฟิลด์ (Field) หรือ เขตข้อมูล คือ ไบท์ หรือ อักขระตั้งแต่ 1 ตัวขึ้นไปรวมกันเป็นฟิลด์ เช่น เลขประจำตัว หรือ ชื่อพนักงาน
- เรคคอร์ด (Record) หรือระเบียน คือ ฟิลด์ตั้งแต่ 1 ฟิลด์ขึ้นไป ที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันมารวมกัน
- ไฟล์ (File) หรือ แฟ้มข้อมูล คือ หลายเรคคอร์ดมารวมกัน เช่น ข้อมูลที่อยู่นักเรียนมารวมกัน
- ฐานข้อมูล (Database) คือ หลายไฟล์ข้อมูลมารวมกัน เช่น ไฟล์ข้อมูลนักเรียนมารวมกันในงานทะเบียน แล้วรวมกับไฟล์การเงิน


3.      หากนำเอาระบบฐานข้อมูลมาใช้ในหน่วยงานที่นักศึกษาทำงานอยู่ สามารถมีแฟ้มข้อมูลใดบ้าง และระบบฐานข้อมูลนั้นมีประโยชน์ต่อองค์กรอย่างไร
ตอบ    แฟ้มข้อมูลสินค้าในร้าน ประโยชน์คือ สามารถเช็คสินค้าคงเหลือ สินค้าใดหมด ราคาสินค้า สามารถเพิ่ม-ลบ รายการสินค้าในร้านของเราได้ง่าย รวมไปถึงข้อมูลของลูกค้า เนื่องจากจัดเก็บไว้ในที่เดียวทำให้เช็คข้อมูลได้ง่าย และสามารถอัพเดตได้ตลอดเวลา


4.      จงอธิบายความแตกต่างระหว่างการประมวลผลข้อมูลแบบแบชและแบบเรียลไทม์
ตอบ     การประมวลผลแบบแบช (Batch Processing) คือการประมวลผลโดยการรวบรวมข้อมูลไว้ช่วงเวลาหนึ่ง ก่อนที่จะนำข้อมูลเข้าเครื่อง เพื่อประมวลผลในคราวเดี่ยวกัน เช่น การทำบัญชีจ่ายเงินเดือนพนักงานทุกสิ้นเดือน ระบบการคิดดอกเบี้ยธนาคาร ซึ่งต้องใช้ระยะเวลารวมสะสม 3 เดือน 6 เดือน หรือ 1 ปี หรือระบบการเรียนการสอน การบันทึกเกรดของนักศึกษาในแต่ละเทอมจนเทอมสุดท้ายจึงพิมพ์ใบรับรองเกรด ฉะนั้นการประมวลผลข้อมูลโดยใช้ระยะเวลาในการสะสมข้อมูลอยู่ระยะหนึ่งก่อน แล้วจึงนำมาประมวลผลพร้อมกันและในการทำงานจะไม่มีการโต้ตอบระหว่างผู้ใช้กับ เครื่องคอมพิวเตอร์ ระบบเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการประมวลผลแบบนี้เรียกว่า ระบบออฟไลน์ (Off-Line System)
          การประมวลผลแบบเชื่อมตรง (Real Time) เป็นการประมวลผลแต่ละรายการและให้ผลลัพธ์ทันทีเมื่อมีการป้อนข้อมูลเข้าสู่ ระบบ การประมวลผลแบบทันทีถ้าเป็นการประมวลผลรายการแบบออนไลน์จะเรียกว่า Online Transaction Processing หรือ OLTP  เช่น  การจองตั๋วเครื่องบิน การซื้อสินค้าในห้างสรรพสินค้า การฝากถอนเงินผ่านตู้เอทีเอ็ม การประมวลผลแบบเชื่อมตรงจึงเป็นวิธีการที่ใช้กันมากวิธีหนึ่ง

วันอาทิตย์ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2556

งานบทที่ 2


1. จงอธิบายความหมาย  พร้อมยกตัวอย่างของคำดังต่อไปนี้
องค์ประกอบของคอมพิวเตอร์ มี 5 ประการคือ
1. Hardware
2.
 Software
3.
 People
4.
 Data/Information
5.
 Procedure

1. Hardware คือ ลักษณะทางกายภาพของคอมพิวเตอร์ คืออุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์ แบ่งเป็น 5 ส่วน คือ
              1.1
 Input Unit หน่วยรับข้อมูล เช่น แป้นพิมพ์, เมาส์, ปากกาแสง, ไมโครโฟน, เครื่องสแกนเนอร์, เครื่องอ่านรหัสแท่ง ฯลฯ
              1.2
 CPU : Central Processing Unit ทำหน้าที่ประมวลผลหลังจากที่ได้รับข้อมูลแล้ว แบ่งเป็น 3 ส่วนหลักคือ
                  - หน่วยคำนวณและตรรกะ (
Arithmetic Logic Unit : ALU) มีหน้าที่ในการคำนวณและเปรียบเทียบตรรกะในการคำนวณ
                     - หน่วยควบคุม (
Control Unit : CU) มีหน้าที่ควบคุมการรับ - ส่ง คำสั่งและข้อมูลเพื่อประสานงานกับหน่วยต่าง ๆ
                     - หน่วยความจำหลัก (
Main Memory) มีหน้าที่จัดเตรียมที่พักในการเก็บข้อมูลแบบชั่วคราว มี 2 ชนิด คือ
                      ROM : Read Only Memory หน่วยความจำหลักที่ไม่ลบเลือน (ไฟดับข้อมูลไม่หาย)
                      RAM : Random Access Memory หน่วยความจำหลักแบบลบเลือน (ไฟดับ ข้อมูลหาย)
               1.3
 Output Unit หน่วยแสดงผล เช่น จอภาพ, อุปกรณ์ฉายแสง, ลำโพง, เครื่องพิมพ์
               1.4
 Secondary Storage หน่วยเก็บสำรองข้อมูล มี 2 แบบ คือ
                      - หน่วยความจำสำรองที่สามารถเข้าถึงข้อมูลได้โดยตรง (
Direct Access Storage Devices) สามารถเข้าไปกระทำกับข้อมูลที่เก็บในอุปกรณ์ชนิดนั้นโดยตรง ได้แก่ จานแม่เหล็ก (Harddisk, Floppy disk), จานแสง (CD-ROM, DVD, WORM Disk, Rewriteable Optical Disk) , Flash Memory 
- หน่วยความจำสำรองที่สามารถเข้าถึงข้อมูลแบบเรียงลำดับ (
Sequential Access Storage Devices) เก็บข้อมูลแบบเรียงลำดับกันไปตั้งแต่แรกจนถึงตำแหน่งสุดท้าย ได้แก่ เทปแม่เหล็ก และ เทปรีล
2. Software หมายถึง ชุดคำสั่งหรือโปรแกรมที่สั่งการให้คอมพิวเตอร์และส่วนประกอบของฮาร์ดแวร์คอมพิวเตอร์ทำงานตามความต้องการ แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ
                2.1
 System Software ซอฟต์แวรระบบ แบ่งเป็น 3 ประเภท คือ
                      2..1.1
 Operating System: OS ซอฟต์แวรระบบปฏิบัติการทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ที่ต่อพ่วงกับเครื่องคอมพิวเตอร์ ได้แก่ UNIX, LINUK, MS-DOS, WINDOWS
                      2.1.2
 Utilities Program โปรแกรมอรรถประโยชน์ ช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ใช้งาน เช่น Disk Defragmenter, Disk Cleanup ,Backup 
                      2.1.3 โปรแกรมแปลภาษา มี 3 ชนิด
                      -
 Assembler แปลภาษาแอสแซมบลีซึ่งเป็นภาษาระดับต่ำให้เป็นภาษาเครื่อง
                      -
 Compiler แปลภาษาระดับสูงให้เป็นภาษาเครื่อง โดยใช้หลักการแปลทั้งโปรแกรม 
                      -
 Interpreter แปลภาษาระดับสูงให้เป็นภาษาเครื่อง โดยใช้หลักการแปลทีละคำสั่ง
                 2.2
 Application Software โปรแกรมประยุกต์หรือโปรแกรมสำเร็จรูป เช่น SPSS, Photoshop, Microsoft Office, PowerDVD, MSN ฯลฯ
3. Peopleware บุคลากรที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์ ได้แก่ ผู้บริหารงานคอมพิวเตอร์, นักออกแบบระบบ, นักวิเคราะห์ระบบ, นักเขียนโปรแกรม, นักบำรุงรักษาโปรแกรม, พนักงานคีย์ข้อมูล ฯลฯ
4. Data : ข้อมูล
ข้อมูล ข้อเท็จจริง หรือ  สิ่งที่ยอมรับว่าเป็นข้อเท็จจริง สำหรับใช้ในเป็นหลักอนุมานหาความจริง 
Raw  data : สิ่งที่ได้จาการสังเกตปรากฏการณ์ การกระทำ หรือ ลักษณะต่างๆของวัตถุ สิ่งของ สัตว์ หรือ พืช แล้วบันทึกไว้เป็นตัวเลข สัญลักษณ์ ภาพ หรือ เสียง 
5. Information : สารสนเทศ 
 ข้อมูล ข่าวสาร ข้อเท็จจริงที่ผ่านการวิเคราะห์  ประมวลผล สามารถนำไปใช้งานได้  
Information  :  ข้อสนเทศสารนิเทศ  สารสนเทศ 
ข้อมูลที่ได้รับการประมวลผลให้อยู่ในรูปแบบทีมีความหมายต่อผู้รับ และมีคุณค่าสำหรับการตัดสินใจในปัจจุบัน หรือ อนาคต 


2. หากนักศึกษาเป็นเจ้าของธุรกิจ ดังต่อไปนี้ (เลือก 1 ธุรกิจ) จะนำองค์ประกอบของคอมพิวเตอร์ ได้แก่ Hardware Software และ People Ware ใดมาใช้ในธุรกิจบ้าง เพราะเหตุใดจงอธิบาย
             ร้านอาหาร
           ใช้ Software และ Hardware
           POS (Point Of Sales) ระบบเก็บเงินห้องอาหาร

Micros POS จัดจำหน่ายในนามบริษัท MicrosFidelio (Thailand) ซึ่งซอร์ฟแวร์/ฮาร์ดแวร์ นี้เป็นของต่างประเทศ มีหลากหลายเวอร์ชั่นเช่น Micros 3700, Micros 8700 และ Micros 9700 เป็นต้น  InfraSys POS ซึ่งซอร์ฟแวร์/ฮาร์ดแวร์นี้เป็นของต่างประเทศเช่นเดียวกันกับ Micros POS แต่ราคาถูกกว่าทำงานด้วยระบบปฏิบัติการ Linux


3. ให้นักศึกษา  แสดงข้อมูล  จำนวน 1 ชุด พร้อมทั้งแสดงในรูปของระบบสารสนเทศ 

                ปัญหามลพิษในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดและจังหวัดระยองยังเป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะปัญหามลพิษทางน้ำ ซึ่งสำนักจัดการคุณภาพน้ำ กรมควบคุมมลพิษ ได้จัดทำเอกสารเผยแพร่ รายงานสถานการณ์คุณภาพน้ำและการดำเนินการแก้ไขปัญหามลพิษทางน้ำในเขตควบคุมมลพิษจังหวัดระยอง ประจำปี 2553โดยสำนักข่าวออนไลน์ไทยพับลิก้านำเสนอเรื่องนี้ผ่านซี่รี่ส์ บทเรียนจากมาบตาพุด”